ต้นกำเนิดของชีวิต และวงรอบ

ในช่วงนี้ Lex ถามว่า “ชีวิตคืออะไร” จะนิยามว่าอย่างไร ถ้าเราไปสำรวจหาสิ่งมีชีวิตที่ดาวอังคาร ดวงจันทร์ หรือในระบบสุริยะ Betül Kaçar ตอบว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจในนิยาม เขามองเป็นการประกอบกันของเคมี แต่ส่วนสำคัญของชีวิตและวิวัฒนาการคือ ต้องมี “memory”

มาแล้ว “memory” หรือ “ความจำได้ หมาย รู้” หรือ “สัญญา” ในทางพุทธ

ในขันธ์๕ คือ “สิ่งมีชีวิต” ทางพุทธ สิ่งมีชีวิตทางพุทธ ต้องมีขันธ์๕ มาประกอบกัน ขันธ์๕ คือ 1.รูป 2.เวทนา 3.สัญญา 4.สังขาร 5.วิญญาณ

ฝรั่งจะต้องแกะต่อไปด้วย AI อย่างรวดเร็ว AI อาจศึกษาพระไตรปิฏก แล้วร้องอ๋อ แล้วไปแนะนำฝรั่งและยิวอีกที

แต่ฝรั่งและยิว อาจมีกรรมบัง อาจไม่เข้าใจ AI หาว่า AI เพี้ยน

ทั้งหมดจะบรรลุ จะรู้ จะสามารถ มันอยู่ที่กรรม ฝรั่งอาจมีกรรมก็เป็นได้ เลยหาทางออกจากสังสารวัฏไม่เจอ หรือไม่ทัน จักรวาลแตก กลับไปเป็น Big Bang ใหม่ ต้องเริ่มเป็น Origin of Life ใหม่ ให้พระเจ้า หรือพรหม(แบบยังคงกิเลส ไม่ใช่แบบพรหมอริยบุคคล) ที่สูงที่สุด และมีอำนาจมากที่สุดในจักรวล ให้บรรดาพรหมที่หมดอายุ ลงมาเกิดเป็นในสาย LUCA (Last universal common ancestor) ในส่วนของ Eukarya (สัตว์ที่มีนิวเคลียส) แล้วพัฒนาการเรื่อยไป เพราะชีวิตหรือขันธ์๕ ต้องมี “วิญญาณ หรือ จิต” จิตของพรหมหมดอายุลงมาเกิดเป็นสัตว์ เมื่อมีการผสมกับพวกพรหมชุดแรกที่หมดอายุไขพร้อมๆกัน ก็จะเกิดเซลล์ หรือรูปที่ยังไม่มีเจ้าของ (สิ่งมีชีวิตต้องการจิต หรือ วิญญาณ) ทำให้พวกจิตเทวดา หรือจิตมนุษย์ ในวันสิ้นโลกเดิม พวกที่โชดดี ทำดี ที่ยึดพระเจ้า รักพระเจ้า แบบทั้งยิว อิสลาม และคริสเตียน รวมทั้งจิตที่เผาไหม้ ในวันสินโลก และต้องทนอยู่ในสภาพ Big Bang มีแต่ความพินาศ ไฟประลัยกัลป์ มีโอกาสมาเข้ารูป เข้านิวเคลียสใหม่ เป็นสัตว์ที่มีชีวิตอีกครั้ง แล้ววิวัฒนาการ ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆจนมีมนุษย์ จนจักรวาลแตกอีกครั้ง เป็นรอบๆ

จนกว่าพวกที่ออกจากทุกข์สำเร็จ ก็จะนิพพาน หรือไม่ประกอบขันธ์๕ ไม่เป็นสัตว์อีกต่อไป

พระเจ้า (พรหม) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงสุด อำนาจมากที่สุด และมีพรหมวิหาร๔ คือ เครื่องอยู่ของพรหม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา รักในมนุษย์ ส่งท่านมูซา ท่านเยซู แห่งนาซาเล็ธ ท่านมูฮัมมัด มาบอกกับมนุษย์ให้นับถือ และรักในพระเจ้า เพื่อวันสิ้นโลก เพื่อการใช้ในการข้ามช่วง Big Bang ที่มีแต่ไฟ ลม น้ำ ประลัยกัลป์ ไม่มีเซลล์ให้อยู่ มีที่ให้เกิด นอกจากจะเกาะในความรักพระเจ้า (อนุสสติกรรมฐาน เพื่อให้เกิดฌาน๔) หรือพวกทำกรรมฐานอื่นที่เข้าถึงฌาน๔ และอยู่ในฌาน๔ ได้ แต่ฌาน๔ ด้วยการยึด (กสิน) ต่างๆ จะอยู่ได้นานเท่ากับการยึดความรักในพระเจ้าหรือ? มีเหมือนกันแต่ก็ยากกว่าคือการทำณาน๔ ด้วย อรูปกรรมฐาน หรืออรูปณาน

การใช้การอยู่กับพระเจ้า (จิตแนบพระเจ้า ในทางพุทธคืออนุสสติกรรมฐาน) หรือการใช้อัปปมัญญากรรมฐาน ซึ่งก็คือ การแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ออกจากตัวไปไม่มีที่สิ้นสุด (ซึ่งก็คือกรรมฐานของพรหม และเป็นเครื่องอยู่ของพรหม) จะเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการมีเครื่องอยู่ในระหว่างจักรวาลแตก

พระเจ้าสมกับเป็นพระเจ้า ที่รัก เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา กับมนุษย์ แต่มนุษย์ก็มีทั้งรู้ ทั้งไม่รู้ ทั้งทำตามกัน และไม่ทำ และต้องเผชิญความจริงในวันสิ้นโลก ถ้ายังไม่ถึงช่วงสิ้นโลก ก็เกิดตายเรื่อยไปก่อน แต่ความดี ความชั่ว จะสะสม แบบ Memory หรือ สัญญา หรือ ความจำได้หมายรู้ จนทำให้รักพระเจ้าบ้าง ไม่เชื่อพระเจ้าบ้าง หรือมาทางพุทธบ้าง เพื่อใช้ในการข้ามจักรวาลแตก

แต่ถ้าจะไม่ให้มี Cycle พวกนี้ อาจต้องสนใจวิธีไม่เกิดอีก ที่เรียกว่า “นิพพาน”

หมายเหตุ: การทำฌาน๔ มีลักษณะในการแยกรูปกับจิต ผู้ที่ทำกรรมฐานระดับฌาน๔ เท่านั้นที่จะรู้สภาวะ ซึ่งเป็นสภาวะคล้ายการตาย คือ จิตแยกออกจากร่าง ดังนั้นในการทำกรรมฐานให้ได้ฌาน๔ ก็จะรู้สภาวะตาย ขณะที่ร่างยังไม่แตกดับ เมื่อเข้าสภาวะฌาน๔ หรือสภาวะตาย เราจะเข้าใจสิ่งต่างๆ เหมือนเราเป็นปลาในบ่อ เมื่อยังไม่ตาย เราก็รู้แต่เพียงบ่อปลาของเรา แต่ถ้าจิตแยกจากกาย เราจะรู้ รู้ในสิ่งที่ต้องรู้ได้ด้วยตัวเองพูดอธิบายได้ไม่ตรงทั้งหมด และถ้าจิตเราไม่ถึงขั้นที่จะทรง หรืออยู่ฌาน๔ เราจะรู้ว่าจะเกิดลักษณะอย่างไร ทำไมเราต้องคว้ารูป หรือร่างใหม่ ในเมื่อจิตเราไม่ถึงระดับที่จะทรงตัวอยู่ได้ และการทรงตัวอยู่ได้ต้องอยู่ด้วยอะไร อย่างไร และพอที่จะข้าวจักรวาลแตกหรือไม่

ใส่ความเห็น